การเมือง การปกครองของล้านนา ในสมัยนั้น

หลังจากอาณาล้านาโดยหัวเมืองต่างๆ เช่่น นครเชียงใหม่, นครลำปาง, นครลำพูน รวมถึงหัวเมืองเหนือต่างๆ จะยอมรวมอาณาจักรกับสยามแล้วทว่าการปกครองก็แตกต่างกันไปตามสมัย เช่น ในสมัยกรุงธนบุรี พระเจ้าตากสิน ปฏิบัติต่อหัวเมืองล้านนาอย่างเข็มงวดมีการตัดสินโทษที่รุนแรงต่อเจ้าเมืองเหนือที่ปฏิบัติผิด เช่น ลงโทษโดยการเฆี่ยน 100 ที รวมถึงจำคุก ซึ่งเมื่อถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ไม่มีหลักฐานปรากฏการลงโทษและการปฏิบัติต่อหัวเมืองเหนือที่รุนแรงแต่อย่างใด ซึ่งอย่างมากจะมีการลงโทษโดยการกักตัวเจ้าเมืองที่กรุงเทพเท่านั้น ซึ่งในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์นั้นสยามยังถูกรุกรานจากพม่าบ่อยครั้งและต้องได้รับความช่วยเหลือจากล้านนาในสมัยนั้น ซึ่งความสัมพันธ์นั้นก็เป็นไปอย่างราบรื่น มีการผูกมิตรและการดูแลกันและกันเรื่อยๆมา ซึ่งแม้ว่าล้านนาจะรวมสยามเป็นหนึ่งเดียวแล้ว ทว่าการปกครอง การเมืองในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์นั้น สยามไม่ได้ปกครองโดยตรงและไม่เคยเข้ามาแทรกแซงการปกครองตามนครทางเหนือเลย ซึ่งหัวเมืองเหนือยังคงปกครองในรูปแบบของการปกครองตนเองลักษณะนครรัฐ ซึ่งมีการแบ่งแยกเป็นนครรัฐต่างๆ ประกอบกับเส้นทางระหว่างสยามและล้านนาในสมัยนั้นถูกกั้นด้วยเทือกเขาสูง การเดินทางที่ยากลำบาก

สำหรับการนับถือศาสนา ส่วนใหญ่ประชาชนทางหัวเมืองเหนือ หรือ ล้านนา นับถือศาสนาพุทธนอกจากนี้แล้วตามความเชื่อในของชาวภาคเหนือนั้นยังมีการนับถือผีตามความเชื่อโบราณ ที่เกี่ยวกับการนับถือบรรพบุรุษผู้ล่วงลับและการเลี้ยงผีป่า ผีบ้านผีเรือน รวมถึงการเลี้ยงผีเกี่ยวกับคุณไสย์ มนต์ดำในสมัยนั้น จะเห็นว่าบ้านเรือนต่างๆทางภาคเหนือนั้นมีการเซ่นไหว้ และการสร้างบ้านที่แตกต่างกันไปตามความเชื่อ ซึ่งต่อมาศาสนาพุทธได้มีการเผยแพร่มากขึ้นโดยนครเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางจะเห็นว่ามีการสร้างวัดต่างๆมากมาย สร้างคุ้มหลวง เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจและบ้านเมืองในสมัยนั้น

ประวัติศาสตร์นครเชียงใหม่ และ สยาม

จังหวัดเชียงใหม่ในปัจจุบันนั้นเป็นพื้นที่หนึ่งของจังหวัดในประเทศไทย ในสมัยอดีตที่ยังไม่มีการสถาปนาเป็นจังหวัดนั้น เชียงใหม่เป็นเมืองหนึ่งทางภาคเหนือที่เรียกกันว่า แคว้นล้านนา ในสมัยนั้นซึ่งมีการเมืองการปกครองที่แตกต่างจากในปัจจุบันมาก ในสมัยก่อนเชียงใหม่มีชื่อเรียกว่า รัตนติงสาอภินวปุรีสรีคุรุรัฎฐพระนครเชียงใหม่ หรือ นครเชียงใหม่ เป็นอาณาจักรหนึ่งทางภาคเหนือซึ่งในตอนนั้นประเทศไทยถูกเรียกว่า สยาม และนครเชียงใหม่จะถูกเรียกว่าหัวเมืองเหนือในช่วงปี พ.ศ. 2317 หลังจากอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา 7 ปี สันนิฐานว่านครเชียงใหม่ได้รับอิทธิพลมาจากพม่าในช่วงอาณาจักรล้านนา ซึ่งเป็นหนึ่งในอาณาจักรทางภาคเหนือที่เจริญรุ่งเรื่องทางวัฒนธรรมมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 19 โดยมีอาณาเขตที่กว้างใหญ่มากครอบคลุมตั้งแต่พื้นที่ภาคเหนือตอนบนของไทย, สปป.ลาว, พม่า, ทางตอนใต้ของจีน อาณาจักรล้านนานั้นมักเกิดความขัดแย้งระหว่างอาณาจักรอยุธยาในสมัยนั้นและเกิดการทำศึกสงครามบ่อยครั้ง ทว่าอาณาจักรล้านนาไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของอยุธยาเลย จนกระทั่งหลังสิ้นสุดอาณาจักรอยุธยา อาณาจักรล้านนาก็ตกเป็นเอกราชของพม่าและมีการนำอธิพลต่างๆเข้ามา เช่น อาคารบ้านเรือน, วัดต่างๆ ที่มีศิลปะแบบพม่าในตอนนั้น จนกระทั่งสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีซึ่งช่วยทำสงครามและยึดอาณาจักรล้านนาคืนจากพม่าได้

สำหรับนครเชียงใหม่เองนั้น นับตั้งแต่ช่วงนั้นมักมีปัญหาขัดแย้งกับทางสยามบ่อยครั้ง เนื่องจากการรวมดินแดนและการล่าอาณานิคมของอังกฤษในสมัยนั้นซึ่งมักมีการเมืองที่ดุเดือดอย่างมากในตอนนั้น ประกอบกับการขยายอาณาเขตของอาณาจักรอังกฤษซึ่งตอนนั้นพม่าบางส่วนได้เสียดินแดนให้กับอังกฤษในที่สุด ซึ่งในปี พ.ศ. 2416 พระนรินทรราชเสนี (พุ่ม ศรีไชยยันต์) ซึ่งรับหน้าที่ดูแลหัวเมืองเหนือสามเมืองได้แก่ เชียงใหม่, ลำปาง, ลำพูน ในตอนนั้นเกิดปัญหาการรุกรานจากพม่าที่เข้าโจมตีหัวเมืองล้านนา โดยทางสยามจึงยกทัพทหารขึ้นไปจัดการและช่วยเหลือหัวเมืองในตอนนั้นและขับไล่พม่าออกไปได้สำเร็จ หลังจากนั้น หัวเมืองเหนือต่างๆ ก็ยอมรับในอำนาจของสยามและยอมร่วมสัมพันธ์กับสยาม รวมถึงรวมอาณาจักรในที่สุด ซึ่งหัวเมืองเหนือยอมขึ้นกับสยามในฐานะ เมืองสวามิภักดิ์ มิใช่ เมืองขึ้น

ชมวัดในหมอก พระธาตุดอยนก

ใครมาเชียงใหม่ก็นึกพระธาตุดอยสุเทพ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของเชียงใหม่ซึ่งมีจำนวนผู้เยี่ยมชมมากมายทุกปี ซึ่งการเดินทางขึ้นพระธาตุดอยสุเทพนั้นมีมากมาย ทั้งการขับรถขึ้นไปเองที่เส้นทางสามารถเดินทางได้สะดวกรวมถึงการนั่งรถรับจ้างขึ้นไป แต่หากมีพระธาตุอีกแห่งหนึ่งที่น้อยคนได้ขึ้นไปสัมผัส คือ พระธาตุดอยนก

ถือว่าเป็นอีกสถานที่แห่งหนึ่งที่การเดินทางนั้นต้องใช้ความสามารถพอตัว ซึ่งการเดินทางนั้นต้องขึ้นเขาที่มีความสูงชันในเขต อำเภอสะเมิง เชียงใหม่ ซึ่งในสะเมิงนั้นถือว่าเส้นทางมีโค้งที่สูงชันและเส้นทางที่ผู้ชำนาญถึงจะไปได้ ดังนั้นแล้วหากใครที่จะไปเยี่ยมชมควรเดินทางอย่างระมัดระวัง พระธาตุดอยนก มีประวัติของชาวบ้านเล่าว่า บนดอยนั้นมีสระน้ำขนาดใหญ่และมีนกมาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งว่ากันว่าในคืนวันเพ็ญนั้นชาวบ้านเห็นแสงบางอย่างสว่างมาจากสระน้ำแห่งนั้นเหมือนมีคนมาเปิดไฟไว้บนนั้นและมีนกจำนวนมาก ชาวบ้านจึงตั้งชื่อว่า ดอยนก ต่อมาชาวบ้านเชื่อว่าแสงไฟนั้นมาจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แปลงกายมาเป็นนกเพื่อปกป้องสระน้ำแห่งนี้ ชาวบ้านแม่สาบจึงมีการร่วมกันสร้างพระธาตุขึ้นมาบนยอดดอยและตั้งชื่อว่า พระธาตุดอยนก เพื่อให้ผู้คนมากราบไหว้สักการะ

พระธาตุดอยนกนั้นมีประเพณีของชาวบ้านคือ พิธีสรงน้ำพระ โดยชาวบ้านแม่สาบจะจัดงานพิธีนี้ขึ้นในช่วงเดือน 9 ขึ้น 15 ค่ำของทุกปีหรือประมาณเดือนมิถุนายน จะมีการทำบุญตักบาตร สรงน้ำพระ และการทอดผ้าป่าสามัคคีรวมถึงการแข่งขันบั้งไฟ

 

ชมดอกไม้นานาพันธุ์ ที่สวนสมเด็จพระนางเจ้าฯ

ที่เชียงใหม่ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวและสถานที่สำคัญที่สวยงามและน่าเที่ยวอีกแห่ง อย่างสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งที่น่าสนใจมากและมีนักท่องเที่ยวเยี่ยมชมความงามของพันธุ์ไม้นานาชนิด รวมถึง บรรยากาศโดยรอบที่มีธรรมชาติที่งดงาม

สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เป็นสวนพฤษศาสตร์เพื่อศึกษาพันธุ์ไม้และดอกไม้นานาพันธุ์ อยู่ที่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ สวนแห่งนี้สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2526 ซึ่งในช่วงแรกสวนแห่งนี้อยู่ในการดูแลของ กรมป่าไม้ ต่อมาในปี พ.ศ.2535 ได้โอนมาให้องค์การสวนพฤษศาสตร์ ซึ่งอยู่ในความดูแลของกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม มีเนื้อที่กว่า 2,000 ไร่ โดยเริ่มแรกสวนแห่งนี้ถูกตั้งชื่อว่า สวนพฤษศาสตร์แม่สา ซึ่งจุดประสงค์ในการสร้างสวนแห่งนี้เพื่อใช้ในการศึกษาด้านพฤษศาสตร์ต่างๆ ต่อมาในปี พ.ศ.2537 ทางองค์การสวนพฤษศาสตร์ ได้รับพระราชทานพระราชานุญาต จากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในชื่อว่า สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

บริเวณทั่วไปของสวนแห่งนี้ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำเภอแม่ริม ซึ่งเป็นบริเวณที่มีภูเขาสูงสลับชั้นมีความสูงระหว่าง 300-700 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลซึ่งพื้นที่ดังกล่าวของสวนแห่งนี้เหมาะสมแก่การเพราะปลูก ประกอบด้วยพันธุ์ไม้หายาก พฤกษานานาชนิด ซึ่งในพื้นที่มีการจัดแสดงพันธุ์ไม้ในอาคารเรือนกระจกซึ่งได้รวบรวมพรรณไม้ต่างๆจากทั่วโลกมาไว้ที่แห่งนี้โดยภายในตัวอาคารมีการใช้เทคโนโลยีควบคุมความชื้น รวมถึงการจัดโซนของพืชทะเลทราย ไม้น้ำ เฟิร์นหายาก รวมถึงกล้วยไม้กว่า 400 ชนิด นอกจากนี้ยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติโดยเป็นสะพานทางเดินลอยฟ้าสูง 20 เมตร ยาว 400 เมตรซึ่งเป็นสะพานทางเดินที่ยาวที่สุดในประเทศไทย

 

พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ สถานที่สำคัญของเชียงใหม่

ที่เชียงใหม่นอกจากจะมีประเพณีต่างๆที่สืบทอดกันมาแต่โบราณแล้ว ยังมีสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์อย่าง พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ ซึ่งพระตำหนักถูกสร้างขึ้นโดย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตั้งอยู่ที่ดอยบวกห้า ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีเนื้อที่ 500 ไร่ ภายในบางส่วนถูกเปิดให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว

พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ ถูกสร้างขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2504 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้สร้างขึ้นเพื่อใช้ในโอกาสมาประทับแรม เพื่อทรงงานและเยี่ยมราษฎรในภาคเหนือ รวมทั้งเพื่อรับรองพระราชอาคันตุกะที่เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับไทยในโอกาสต่างๆ เนื่องจากสถานที่มีอากาศที่เย็นสบายและเชียงใหม่เคยเป็นเมืองหลวงมาก่อน อีกทั้งผู้คนยังดำรงขนบธรรมเนียมประเพณีเก่าแก่ไว้

ส่วนประกอบของพระตำหนัก เป็นรูปแบบการสร้างแบบ เรือนไทยภาคกลาง หรือ เรือนหมู่ ซึ่งสถาปัตยกรรมแบบประยุกต์ ก่ออิฐถือปูน พื้นยกสูงหลังคาทรงไทย ภายในประกอบด้วยท้องพระโรง ห้องเสวย ห้องบรรทม ห้องสรง รวมถึงส่วนที่ประทับของพระราชอันคาตุกะ ซึ่งมีเฉลี่ยงใหญ่และพลับพลาหอนอนพร้อมกับชมทัศนีย์ภาพที่สวยงามของเมืองเชียงใหม่ นอกจากนี้บริเวณโดยรอบของพระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ ประกอบด้วยสถานที่อื่นมากมายๆ เช่น พระตำหนักพฤกษาวิสุทธิคุณ, พระตำหนักยูคาลิปตัส 1, เรือนปีกไม้, เรือบรับรอง, พลับพลาผาหมอน, อ่างเก็บน้ำ น้ำพุทิพย์ธาราของปวงชน, พระตำหนักยูคาลิปตัส 2, สวนสุวรีและหอพระ ซึ่งบริเวณเปิดให้เยี่ยมชมช่วงเวลา 08.30-16.30 น. โดยมีกฏข้อห้ามต่างๆให้นักท่องเที่ยวในการเยี่ยมชมพระตำหนัก

 

 

ประเพณีที่สำคัญในจังหวัดเชียงใหม่

จังหวัดเชียงใหม่เป็นจังหวัดที่มีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่เก่าแก่มากมายซึ่งมีประเพณีต่างๆที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษเรื่อยๆมาซึ่งในแต่ละประเพณีล้วนเก่าแก่และมีความเป็นมาหลายๆอย่าง ซึ่งประเพณีต่างๆนั้นสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวมาชมวัฒนธรรมและความสวยงามของประเพณีนั้นๆ

ประเพณี ปีใหม่เมือง หรือ สงกรานต์เชียงใหม่ ประเพณีที่ชาวเหนือเรียกอีกชื่อว่า ปี๋ใหม่เมือง จัดขึ้นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จัดขึ้นทุกปีและมีความยิ่งใหญ่มาก โดยแบ่งเป็นวันที่ 13 เมษายน มีขบวนแห่พระพุทธสิหิงค์ ไปตามถนนต่างๆของเมืองรวมถึงสรงน้ำพระ วันที่ 14 เมษายน มีการก่อเจดีย์ทรายในวัดต่างๆของเมือง ซึ่งชาวเมืองจะก่อกองทรายเป็นรูปเจดีย์ที่สวยงาม วันที่ 15 เมษายน รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ ซึ่งทั้ง 3 วันจะมีการเล่นน้ำตลอดช่วงเทศกาล

ประเพณียี่เป็ง หรือประเพณีลอยกระทงของเชียงใหม่ จัดขึ้นวันเดียวกันกับวันลอยกระทงของไทย ซึ่งที่เชียงใหม่จะมีการตกแต่งบ้านด้วยโคมชนิดต่างๆ และมีการปล่อยโคมลอย รวมถึงการลอยกระทงในแม่น้ำปิง ต่อมาได้มีการจำกัดการปล่อยโคมลอยเนื่องจากมีผลกระทบต่อการบินของเครื่องบิน แต่เนื่องด้วยเป็นประเพณีโบราณสืบทอดกันมาจึงมีการกำหนดเวลาปล่อยโคมลอยในเทศกาล ซึ่งสายการบินจะต้องเลี่ยงเส้นทางดังกล่าว

ประเพณีเข้าอินทขิล ประเพณีเก่าแก่ตั้งแต่โบราณตามความเชื่อของชาวเชียงใหม่เชื่อว่า การยูชาเสาอินทขิล ซึ่งเป็นเสาหลักเมืองคู่บ้านคู่เมืองของเชียงใหม่ โดยจะมีการนำดอกไม้ธูปเทียนและขันน้ำขมิ้นส้มป่อย ใส่พาชนะที่เรียกว่า สลุง และทำการสรงน้ำพระ บูชาเสาอินทขิล และมีการฟ้อนรำที่สวยงาม เชื่อว่าจะช่วยให้เมืองพ้นภัยจากภัยพิบัติต่างๆ

 

ภูมิประเทศและประชากรเชียงใหม่

จังหวัดเชียงใหม่เป็นจังหวัดที่อยู่ตอนเหนือสุดของประเทศไทย ซึ่งมีลักษณะเป็นภูเขาสูงและป่าไม้มีเนื้อที่ประมาณ 20,107.57 ตารางกิโลเมตร หรือใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศรองจากจังหวัดนครราชสีมา ประชากรมากประมาณ 1,800,000 คน ซึ่งกว่า 80 เปอร์เซ็นต์อาศัยในเขตอำเภอเมือง ซึ่งประชากรที่มีทั้งชาวเชียงใหม่แต่กำเนิดและผู้ย้ายถิ่นฐานมาจากจังหวัดอื่นๆ จังหวัดเชียงใหม่ถือว่าเป็นจังหวัดที่มีประชากรหนาแน่นเป็นอันดับ 5 ของประเทศ และแบ่งเป็นอำเภอทั้งหมด 25 อำเภอและมีการจัดตั้งอำเภอที่ 26 ในปี พ.ศ. 2552 ชื่อว่าอำเภอกัลยาณิวัฒนา

จังหวัดถือว่าเป็นจังหวัดที่มีการท่องเที่ยวและสถานที่สวยงามหลายแห่งบางแห่งได้รับการขึ้นเป็นมรดกโลกและการคมนาคมที่สะดวกหลายอย่างเช่น ทางหลวง รถไฟ เครื่องบิน เป็นจังหวัดสูงจากระดับน้ำทะเล 310 เมตรมีลักษณะเป็นภูเขาสูงมีอากาศหนาวเย็นในช่วงฤดูหนาวโดยเฉพาะบนยอดดอยมีอากาศติดลบ อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานคร 696 กิโลเมตร อีกทั้งยังมีดอยสูงซึ่งมีภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทยคือ ดอยอินทนนท์ มีความสูง 2,565 เมตร อีกทั้งยังมียอดดอยสูงรองลงมาอีกมากมายในประเทศไทย ซึ่งในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวมากมายมาเที่ยวชมความงามของธรรมชาติและสัมผัสอากาศหนาวเย็นเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีแม่น้ำที่สำคัญคือ แม่น้ำปิง ที่ไหลผ่านตัวอำเภอเมืองอีกด้วย

พื้นของจังหวัดเชียงใหม่ส่วนมากจะเป็นภูเขา ป่าขนาดใหญ่และป่าละเมาะ ซึ่งในช่วงฤดูร้อนจะมีอากาศที่ร้อนจัดมากและเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า ซึ่งเชียงใหม่เป็นอีกจังหวัดที่ติดอันดับการเกิดไฟป่าเป็นอันดับต้นๆของไทย เนื่องจากการเผาป่าเพื่อพื้นที่การเกษตรของชาวบ้าน

ประวัติจังหวัดเชียงใหม่

จังหวัดเชียงใหม่มีประวัติศาสตร์และความเป็นมาที่ยาวนาน จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของยุคล้านนาอีกทั้งมีประเพณีที่สืบทอดเรื่อยๆมาจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งยังเป็นจังหวัดที่มีสถานที่ท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากและเป็นที่นิยมมากในกลุ่มนักท่องเที่ยว จังหวัดเชียงใหม่เป็นจังหวัดทางเหนือของไทย มีเนื้อที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ และมีประชากรมากเป็นอันดับ 5 ของประเทศ จังหวัดเชียงใหม่ หรือ ชาวภาคเหนือเรียกว่า เจียงใหม่ เป็นจังหวัดที่มีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมมายาวนาน จากหลักฐานที่ค้นพบ พบว่าเชียงใหม่เคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรล้านนาโบราณ

เชียงใหม่เป็นจังหวัดเก่าแก่ที่มีอายุมานานกว่า 260 ปีมาแล้ว ซึ่งในตอนนั้นเป็นอาณาจักรรัฐนครอิสระ ชื่อว่า อาณาจักรล้านนา ปกครองโดยกษัตริย์ราชวงศ์มังราย อยู่ในช่วงปี พ.ศ.1839 ต่อมาในช่วงปี พ.ศ.2101 เมืองเชียงใหม่ได้เสียเมืองให้แก่พม่า เป็นเวลากว่า 200 ปี ซึ่งจะเห็นว่าในปัจจุบันนั้นเราเห็นวัดและโบราณสถานต่างๆที่ถูกสร้างในลักษณะของสถาปัตยกรรมพม่า ต่อมาในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ได้มีการทำสงครามกับพม่าจนได้รับชัยชนะและกู้เมืองกลับมาได้สำเร็จ จากนั้นเชียงใหม่ได้ถูกปกครองโดยเจ้ากาวิละและพระยาจ่าบ้าน เรื่อยๆมา จนถึงรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเจ้ากาวิละขึ้นเป็นพระบรมราชาธิบดี ปกครองนครเชียงใหม่ ต่อมาช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการปฏิรูปการปกครองหัวเมืองประเทศราชซึ่งได้ตั้งชื่อเชียงใหม่ว่า มณฑลพายัพ ต่อมาได้มีการปรับปรุงการปกครองในรูปแบบของ จังหวัด ขึ้นในปี พ.ศ.2475 จึงได้มีการตั้งชื่อใหม่จาก มณฑลพายัพ เป็นจังหวัดเชียงใหม่ในปัจจุบัน